เรียนคุณพอล แมรี่ สุวิช สุวรุจิพร

จาก โรจน์ สามานันท์

Bread of Life

อาหาร(ปัง)แห่งชีวิต

µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ

หลังจากที่ได้เทศนาสั่งสอนฝูงชนที่ Tabgha แล้ว พระเยซูก็เสด็จไปยังคาเปอร์นาอูมซึ่งฝูงชนได้ตามพระองค์มาในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระองค์เทศนาออกมาจากใจจริงพระองค์พบแต่ความผิดหวังและการไม่ยอมรับจากพวกเขา และเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เจาะจงมาที่พระองค์ พวกเขาไม่ได้คิดว่าพระองค์เป็นใคร และกลับคิดว่าพระองค์จะให้อะไรแก่พวกเขา – กินอาหารฟรี

อาหาร(ปัง)แห่งชีวิตนิรันดร์ -- เพื่อเข้าหาฝูงขนด้วยความจริง พระเยซูเจ้าทรงเตือนพวกเขาให้มองดูอาหารนิรันดร์ที่พระองค์ทรงให้แก่เขาแทนที่จะเป็นอาหารในโลกนี้ บาทหลวง เรมอนต์ บราวน์ นักศีกษาพระคัมภีร์ เขียนไว้ว่าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาเพียงแต่ทำให้เขาหายหิวทางโลกเท่านั้น แต่เป็นพระเยซูที่เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณที่บำรุงเลี้ยงทางด้านชีวิตนิรันดร์ พระเยซูชี้ให้เห็นว่าการเปิดเผยของพระองค์ประกอบด้วยพระคำของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อว่าเราจะได้เชื่อในพระบุตรเพื่อที่จะได้ชีวิตนิรันดร์ และเพื่อที่จะได้ชีวิตนิรันดร์เราจึงต้องกินและดื่มเลือดเนื้อของพระองค์(เชื่อพระเยซู) หรืออีกนัยหนึ่งที่เราเรียกว่า “ศีลมหาสนิท” “อาหารที่เราจะให้เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้นก็คือเลือดเนื้อของเรา” (ยอห์น 6.51) อาจจะเป็นสูตรศีลมหาสนิทของท่านยอห์นที่เทียบกันได้กับ “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งได้ให้ท่านทั้งหลาย” (ลูกา 22.19) (โครินธ์ 11.24) การกล่าวอาหารแห่งชีวิตนี้เปิดเผยให้รู้ว่าพระเยซูเลี้ยงดูผู้ติดตามของพระองค์โดยหวังผลถึงอนาคตของพระองค์และศีลมหาสนิทของพระองค์(พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา)

พระเยซูทรงขอเพื่อความเชื่อ -- ประชาชนกดดันพระเยซูเพื่อขอคำอธิบายให้แจ่มแจ้งว่าพวกเขาจะได้อาหารนี้ได้อย่างไร “งานของพระเจ้านั้นคือการที่ท่านวางใจในท่าน(เชื่อพระเยซู)ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น 6.29) อาหารพันธสัญญาจะเป็นของพวกเขาก็ต่อเมื่อพวกเขาจะต้องมีความไว้วางใจในพระองค์ พวกเขายังไม่รู้ชัด พวกเขาต้องการเครื่องหมายซึ่งด้วยเครื่องหมายนั้นพระองค์จะได้พิศูจน์ให้เห็น พันธกิจของพระองค์ก็เหมือนกับโมเสสที่ได้ทำ โมเสสเลี้ยงประชาชนด้วยมานาในถื่นทุรกันดาร การเลี้ยงอย่างน่าอัศจรรย์ของพระเยซูต่อฝูงชนมากมายเมื่อวันก่อนยังไม่เป็นเครื่องหมายที่พวกเขาพอใจ หลังจากได้ชี้ถึงความยิ่งใหญ่ของอาหารซึ่งพระองค์จะมอบให้เขาเหมือนอย่างมานาที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้รับ พระคริสต์ทรงกล่าวว่า “และอาหารที่เราจะให้เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้น ก็คือเลือดและเนื้อของเรา”

(ยอห์น 6.51) ตามคำของชาวเวียนนา นักพิธีกรรมและศาสตราจารย์ของทฤษฎีศีลมหาสนิท บาทหลวง Johannes Haus ตามภาษา ARAMAIC ซึ่งพระเยซูทรงใช้ จะไม่มีกิริยา “To Be” (เป็น) เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยซูทรงกล่าว “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต” จริงๆแล้วพระองค์ทล่าว

“เรา – อาหารแห่งชีวิต” พระเยซูหมายถึงพระองค์เองเป็นอาหารแห่งชีวิต

อาหาร(ปัง)ที่ธำรงชีวิต -- ขณะที่พระองค์ทรงเทศนา พวกยิวเริ่มกระซิบระหว่างพวกเขากันเอง พวกเขาเริ่มเยาะเย้ยการอ้างที่พระองค์มาจากสวรรค์เพราะพวกเขารู้จักบิดามารดาของพระองค์ดี – “คนนี้เป็นเยซูลูกของโยเซฟมิใช่หรือ” (ยอห์น 6.42) พระเยซูเจ้าทรงเข้าใจและกล่าวซ้ำว่าอำนาจของพระองค์มาจากพระบิดาของพระองค์ในสวรรค์ผู้ที่ทรงให้อำนาจแก่พระองค์เพื่อที่จะเรียกชีวิตคืนมาให้แก่ประชากรของพระองค์ในวันสุดท้าย พระองค์ทรงเตือนพวกเขาว่าผู้คนที่กินมานาในถิ่นทุรกันดารตายลง อาหารนั้นไม่มีฤทธิ์อำนาจที่พระองค์ทรงกล่าวถึง แต่อาหารที่ธำรงชีวิตที่พระองค์ทรงมอบให้ ให้ความเป็นอิสรภาพจากความตาย สิ่งนั้นจะให้ชีวิตนิรันดร์(ฝ่ายวิญญาณ)แก่เขา

อาหารและเครื่องดื่มที่แท้จริง -- เมื่อไรที่ใครเข้าใจที่พระเยซูตรัสแต่เห็นว่าไม่ถูก พระองค์จะตรัสซ้ำ พระเยซูตรัสซ้ำ “กินเนื้อของเราและดื่มโลหิตของเรา” ถึง 5 ครั้ง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจความหมายของพระวจนของพระองค์ผิด เพื่อที่จะให้ความสงสัยนี้จบสิ้นเสียที พระเยซูเจ้าตรัสว่า เนื้อของบุตรมนุษย์เป็นอาหารที่แท้จริง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับมานาที่ชาวอิสราเอลหล่อเลี้ยงชีวิตในถื่นทุรกันดารและโลหิตของพระองค์ก็เป็นเครื่องดื่มที่แท้จริงด้วย เหมือนกับน้ำอัศจรรย์ของโฮเรบ(แต่ต่างกันที่เป็นอาหารฝ่ายเนื้อหนังและอาหารฝ่ายวิญญาณ)

พระเยซูเจ้าตรัสตามตัวอักษร (literal) อย่างแท้จริง -- ถ้าพระคริสต์ทรงปรารถนาที่จะให้เข้าใจโดยอุปมา (ภาพพจน์)(figurative) นักธรรม บาทหลวงยอห์น โอเบรียนแนะนำว่า ควรจะเป็นหน้าที่ของพระองค์ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงบุตรมนุษย์ ถึงแม้จะเป็นครูผู้สอนที่ซื่อสัตย์ก็ตาม ที่จะแก้ใขชาวยิวและตรัสกับเขาว่า “เธอเข้าใจเราไหม เธอคิดว่าเรากำลังพูดถึงเนื้อของเรา แต่ตรงข้าม เราพูดโดยอุปมาอุปไมยและอ้างเป็นแต่เพียงแค่สัญญลักษณ์เท่านั้น”

ทันทีที่พระเยซูเจ้าตรัสเป็นอุปมาเสร็จซึ่งเกิดขึ้นระหว่างพูดคุยกับฟารีสี พระเยซูกับสาวกก็เสด็จกลับไปทางเรือ และด้วยความรีบเร่ง สาวกลืมที่จะนำขนมปังมาด้วย พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงสังเกตและระวังเชื้อของพวกฟารีสีและพวกสะดูสีให้ดี” (มัทธิว 16.6) ทีแรกสาวกคิดว่าพระเยซูหมายถึงเชื้อขนมปังของชาวฟารีสี พระองค์ดุเขาอย่างสุภาพ ที่ตรัสเช่นนั้นพระองค์ไม่ได้หมายถึงเชื้อที่ใส่ขนมปัง พระองค์หมายถึงการสอนอย่างผิดๆที่ผู้คนมักจะเชื่อพวกฟารีสีและสะดูสี

แต่ที่คาเปอร์นาอูม พระเยซูตรัสอย่างแจ่มแจ้งว่า พระวจนของพระองค์เป็นไปตามตัวอักษร (literal) และไม่ใช่คำอุปมา (fugurative) พระองค์ย้ำถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสด้วยการใช้คำสองคำลงท้าย “อาแมน…อาแมน” (ความจริง หรือ เป็นไปตามนั้น) ที่บ่งชี้ให้เห็นว่า พระวจนตรัสไปนั้นสำคัญเป็นพิเศษ พระเยซูทรงใช้คำอย่างหมดเปลือกตามภาษามนุษย์ที่จะให้ความหมายของพระองค์ชัดอย่างไม่ผิดพลาด

ศีลมหาสนิทแบ่งแยกผู้ติดตาม -- พระเยซูทรงมอบพระองค์เองจริงๆให้แก่ผู้ติดตามอย่างสนิทสนมมากกว่าที่แม่ให้น้ำนมบุตร กระนั้นพระองค์ยังถูกตรึงกางเขน อย่างที่อัครสังฆราชฟูลตัน ชีนชี้ให้เห็นว่าพระเยซูขอให้เขามีความเชื่อที่คนส่วนมากไม่มี เมื่อพระองค์เพิ่มพูนขนมปังและปลา ฝูงชนติดตามพระองค์ไปเพราะว่าพวกเขาสนใจในความมหัศจรรย์และในความปลอดภัย พวกเขาต้องการให้พระองค์เป็นกษัตริย์แต่พระเจ้าไม่มีตำแหน่งนี้ให้โดยยึดถือ “การประหยัดของการมีมากมาย” อัครสังฆราชชีนกล่าวว่าพระองค์ทรงมอบพระองค์เองให้แก่ผู้นำทางศาสนาและผู้ทีมีสติปัญญาแต่พวกเขาเพียงต้องการผู้ปฏิรูปใหม่ที่สุภาพอ่อนโยนและไม่เปลี่ยนแปลงอำนาจของพวกเขา

พระเยซูเสียทั้งแกลบและข้าวสาลีเมื่อพระองค์ตรัสว่าพระองค์เสมือน อาหารแห่งชีวิต การประกาศศีลมหาสนิท “ได้เปิดใจของผู้ติดตามให้กว้างและแบ่งแยกพวกเขา” อัครสังฆราชกล่าว แต่ละคนต้องตัดสินใจเอาเองว่าจะเลือกพระวจนของพระคริสต์ทั้งหมดหรือแต่เพียงส่วนเดียว

(ข้ออ้างจากพระคัมภีร์)

“เราขอบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์ เราเป็นอาหารแห่งชีวิต บรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย ได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารและสิ้นชีวิต แต่นี่เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อให้ผู้ที่ได้บริโภคแล้ว ไม่ตาย เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดบริโภคอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิคนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้นก็คือเลือดและเนื้อของเรา” (ยอห์น 6.47-51)