Banquet At the Home of Levi
การเลี้ยงที่บ้านตระกูลเลวี
µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ µ
พระคัมภีร์ของลูกากล่าวถึงอาหารหลายครั้งที่พระเยซูทรงร่วมกันกับผู้คน แต่ละครั้งสะท้อนให้เห็นถึงความหมายของคำว่า เอมมานูเอล พระเจ้าสถิตย์อยู่กับเรา - ของประทานและสิทธิพิเศษในการที่ได้เป็นสานุศิษย์ของพระองค์ พระเยซูทรงใช้การร่วมรับประทานอาหารเพื่อเป็นโอกาสที่จะอยู่กับประชากรของพระองค์ เพื่อที่จะได้ทรงฟังเขาและทรงรักเขา และในทำนองเดียวกันเพื่อที่จะทรงสั่งสอนเขาถึงเรื่องการให้อภัย การรักษา การเรียกคนบาปให้กลับใจและการเป็นทุกข์ถึงบาป เพื่อให้การคืนดีและให้รอดและเปิดเผยถึงความเป็นผู้ช่วยให้รอด อาหารเหล่านี้ชี้ไปถึงอาหารพันธสัญญาในรูปแบบศีลมหาสนิท เสมือนเป็นของประทานครั้งสุดท้ายของพระเยซูซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่มีความเชื่ออันเป็นที่รักของพระองค์กับพระองค์เองซึ่งมีต่อกันและกัน
เครื่องหมายของพระผู้ช่วยให้รอด -- อาหารสมโภชเป็นเครื่องหมายของพระผู้ช่วยให้รอดผู้ที่เสด็จมาเพื่อ
กินและดื่ม สำหรับยอห์นผู้ให้รับบัพติสมาไม่ได้มาเพื่อกินอาหารหรือดื่มเหล้าองุ่น แล้วท่านก็ว่า เขาถูกผีสิง ฝ่ายบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่ม แล้วท่านก็ว่า ดูเถิด พระองค์เป็นผู้กินเติบและขี้เมา เป็นมิตรสหายของคนเก็บภาษีและคนนอกรีด ด้วย(ลูกา 7. 33, 34) การร่วมรับประทานอาหารกับคนใดคนหนึ่งเป็นการแสดงถึงการยอมรับโดย
ดุษดี โรเบิ๊รต คาร์ริสเขียนไว้ว่า ด้วยการกินกับคนนอกรีด พระเยซูเจ้าถือว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงร่วมชีวิตกับเขาเหล่านั้น พระเยซูเจ้าไม่ทรงถืออะไรที่ร่วมกินกับผู้เก็บภาษีและคนบาป ผู้ซึ่งเป็นคนนอกรีดที่อยู่ในสังคมและมีศาสนาประจำใจ ใครๆเขาถือว่าพวกนี้เป็นคนที่ละทิ้งความเชื่อโดยมาตรฐานของผู้นำทางศาสนา ด้วยการกระทำเช่นนี้พระองค์จึงถูกประณาม
เลวีคนเก็บภาษี -- เริ่มแรกทีเดียวในการทำพันธกิจของพระองค์ ขณะที่พระเยซูเสด็จไปตามทางชายหาดของทะเลสาบกาลิลีที่คาเปอร์นาอูม พระองค์พบชาวเลวีคนหนึ่ง เป็นคนเก็บภาษี คนนี้ทำงานให้แก่รัฐบาลโรม เลวีเป็นชื่อธรรมดาๆของชาวยิว หลังจากเป็นผู้ค้นพบเผ่าๆหนึ่งในจำนวน 12 เผ่าของอิสราเอ็ล เลวีและคนอื่นๆเหมือนเขาใช้วีธิการทำมาหากินด้วยการขู่เข็ญ เรียกร้องเงินจากประชาชนมากกว่าที่รัฐบาลเรียกเก็บเสียอีก ประชาชนไม่พอใจการกระทำสิ่งนี้และเกลียดชังพวกเขา
พระเยซูทรงเรียกเลวี -- เมื่อพรเเยซูเห็นเขาและตรัสว่า จงตามเรามาเถิด (ลูกา 5.27) เป็นการเชื้อเชิญที่แสดงความรักและมิตรภาพ เลวีจึงละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลังและตามพระเยซูไป เท่าที่สมบัติของเขาพึงมี บาทหลวง La Verdiere เขียนไว้ว่า ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง หมายถึง ทิ้งทางแห่งการดำเนิรชีวิตของเขาในการเป็นผู้เก็บภาษีรวมทั้งการผูกพันและการมีสมบัติเดิมที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำก่อนก่อนที่จะกลับใจฝ่ายวิญญาณ บาทหลวง La Verdiere ได้เสริมว่า การร่วมรับประทานอาหารกับผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านของเลวีเอง คือการแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกับพวกเขา ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่แสดงออกและยอมรับในการหักขนมปังเรียกว่าเป็นสมานฉันท์อย่างยึ่งที่นำมาซึ่งการรักษา เป็นการอุปมาที่พระเยซูเจ้าใช้ในการแสดงเหตุผลอันควรที่ร่วมรับประทานอาหารกับคนเก็บภาษีและอีกหลายคนที่พวกฟารีสีอ้างถึงว่าเป็นคนบาป คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่าคนนอกรีดให้กลับใจเสียใหม่ (ลูกา 5.31,32) งานเลี้ยงที่บ้านเลวีชี้ไปถึงศีลมหาสนิท เพื่อเป็นการเรียกให้กลับใจ ยอมรับ-และให้-การอภัย
พยานของการคืนดี -- พวกฟารีสีไม่ได้ร่วมรับประทานกับพระเยซูในอาหารค่ำที่บ้านเลวี และยืนกรานในการแสดงความเป็นใหญ่และความชอบธรรมของตัวเองโดยปฏิเสธที่จะยอมรับความต้องการของตนเองในการเป็นทุกข์ถึงบาป ถึงกระนั้นผู้นำฟารีสีก็ได้ชวนพระเยซูไปร่วมรับประทานอาหารโดยไม่หยุดยั้ง เมื่อซีโมน ชาวฟารีสีเลี้ยงต้อนรับพระเยซูในบ้านของตน ความใจแข็งของซีโมนเทียบกับหญิงใจบาปผู้นี้ไม่ได้เลย เธอเข้ามาและล้างเท้าพระเยซูด้วยน้ำตาของเธอเอง บางทีเธอเคยกลับใจมารับพระวิญญาณแล้วโดยผ่านทางพระเยซูแล้วก็เลยมาหาพระองค์ที่นี่เพื่อขอบคุณพระองค์ น่าจะขอบคุณที่พระเยซูได้ให้อภัยบาปแก่เธอ เธอได้แสดงความรักอย่างมากมาย (ลูกา 7.47) เธอยอมรับพระเยซู เป็นทุกข์ถึงบาปและได้รับการอภัย ขณะที่เจ้าของบ้านยืนอยู่ห่างๆและถามว่าพระเยซูเป็นผู้พยากรณ์จริงๆหรือ จริงๆแล้วพระคัมภีร์หมายถึงทุกๆคนที่มีความเชื่อและการยอมให้อภัย (ในตัวบุคคลของฟารีสีเอง) ผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการอวยพร เว้นแต่คนที่ไม่ได้แสดงถึงความรักของพระองค์เลย
ศีลมหาสนิทกับความยากจน -- ระหว่างอาหารมื้อค่ำที่บ้านของฟารีสี พระเยซูได้ใช้โอกาสนั้นพูดถึงคำอุปมา ถึงความต้องการ พูดถึงความต้องการในการถ่อมตน ขอร้องให้ผู้ฟังของพระองค์งดเว้นการเลือกที่นั่งที่มีเกียรติบนโต๊ะ แล้วพระองค์ทรงชักชวนให้เจ้าของบ้านทำรายชื่อแขกและเชิญชวนมาร่วมรับประทานอาหารค่ำแต่ไม่ใช่เพื่อน พวกพี่น้องทั้งชายและหญิงและเพื่อนบ้านที่ร่ำรวย ให้เชิญแต่คนยากจน คนพิการและคนง่อยเปลี้ยเสียขา คนตาบอดเท่านั้น (ลูกา 14.13) คนเหล่านี้แหละที่พระเยซูทรงเทศนาสั่งสอนพระคัมภีร์ บาทหลวง La Verdiere เขียนไว้ว่า ที่โต๊ะอาหารนี้แม้แต่คนจนที่สุดและคนที่หมดหวังได้มีเกียรติมาร่วมอาหารที่โต๊ะในอานาจักร์ของพระผู้เป็นเจ้า ข้อความตรงนี้หมายความว่า คริสตจักร์ต้องเป็นแหล่งของความหวังแก่ทุกๆคน แม้แต่ผู้ที่ต่ำต้อยของความเป็นมนุษย์ และศีลมหาสนิทจึงต้องเป็นการแสดงออกอย่างเห็นได้และการประกาศความหวังนั้น ด้วยเหตุนี้เองพระเยซูจึงทรงดำเนิรงานทางพันธกิจศีลมหาสนิทของพระองค์เพื่อนำพระคัมภีร์มาสู่คนจน เพื่อประกาศอิสระภาพให้แก่เชลย เพื่อให้คนตาบอดมองเห็นและปล่อยให้ผู้ที่ถูกกดขี่เป็นอิสระ ทั้งนี้เพื่อทำให้การทำนายของอิสยาห์เป็นจริงอย่างสมบูรณ์
ศีลมหาสนิท การเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ -- นักบุญยอห์น ผู้ประกาศพระวรสารเปรียบเทียบอาณาจักร์เป็นการเลี้ยงการฉลองแต่งงานหรือการเลี้ยงที่ได้รับเชิญมาในงานมงคลสมรสของพระเมษโปดก (วิวรณ์ 19.9) นี่เป็นการเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ของผู้ที่ได้รับการอวยพรในอาณาจักร์ของพระเจ้า ซึ่งเมื่อผ่านมาแล้ว ประวัติศาสตร์ของความรอดก็จะบรรลุจุดมุ่งหมายอย่างสมบูรณ์
การร่วมรับประทานอาหารของพระเยซูเจ้ากับคนบาปเป็นทางของพระองค์ที่ประกาศความรอดของพระผู้เป็นเจ้าต่อประชากรที่นี่และเวลานี้ และไม่ใช่ในอนาคตแต่อย่างเดียว พระเยซูแสดงให้เราเห็นว่าพระบิดาและพระผู้สร้างของเราต้องการให้การสร้างทั้งหมดเป็นการร่วมงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตอย่างไร ซึ่งในที่นี้ทุกคนได้รับการเชี้อเชิญจากพระผู้เป็นเจ้าเท่ากันหมด เราไม่จำเป็นต้องกระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม เพราะว่า พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ (มัทธิว 6.32)